แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิตาลี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิตาลี แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อันโตนิโอ คาสซาโน่


หากจะหาซูเปอร์สตาร์สักคนที่ชีวิตขึ้นสูง และลงได้ต่ำแบบสุดๆ จนเกือบจะหมดอนาคต ก็ต้องเขาคนนี้ "อันโตนิโอ คาสซาโน่"
ด้วย ความเป็นอัจฉริยะ ฝีเท้าโดดเด่นเหนือเพื่อนร่วมรุ่น ทำให้อันโตนิโอ คาสซาโน่ ได้รับการยกย่องว่าจะเป็นเพชรเม็ดใหม่แห่งวงการฟุตบอลอิตาลี
แต่เขากลับไปได้ไม่ไกลมากพอ เพราะอุปนิสัยความใจร้อน และไม่ฟังใคร ทำให้มีปัญหาในการปรับตัวไม่ว่าจะอยู่สโมสรใด
คาสซาโน่เป็นชาวบารี่โดยกำเนิด และเริ่มต้นค้าแข้งพัฒนาฝีเท้ากับทีมไก่แดนใต้แห่งนี้ จนผลงานเตะตาแมวมองของหลายทีมใหญ่ในประเทศ
แต่เป็นโรม่า ที่เป็นสิงห์ปืนไว เซ็นสัญญาคว้าตัวคาสซาโน่มาร่วมทัพเมื่อมีอายุเพียง 19 ปีในซัมเมอร์ปี 2001 ด้วยค่าตัวที่ถือว่ามหาศาลในสมัยนั้นถึง28 ล้านยูโร
ในปีแรกเขายิงได้แค่ 5 ประตู แต่ที่ทำให้โดดเด่นเป็นที่สนใจของผู้คน ก็เห็นจะเป็นบุคลิกลักษณะความเอาแต่ใจ และอารมณ์ร้อนสุดขีดของเขา
คาสซาโน่มีปัญหากับกุนซือฟาบิโอ คาเปลโล่ จนโดนดร็อป และยังก่อเรื่องไปทั่ว เขาเคยทำสัญลักษณ์มือหยาบคายใส่กรรมการ หลังโดนไล่ออกในเกมโคปปา อิตาเลีย นัดชิงในปี 2003 ด้วย
แม้ผลงานในสนามจะจัดจ้าน แต่คาสซาโน่ยังไม่เลิกนิสัยเกเร เขาออกฤทธิ์กับลุยจิ เดล เนรี่ กุนซือใหม่ของโรม่าในฤดูกาล 2004-05 จนโดนตัดออกจากทีม
จนกระทั่งเดล เนรี่ลาออก แล้วบรูโน่ คอนติ ผู้จัดการทีมก้าวขึ้นมาดูแลทีมหมาป่าชุดใหญ่ชั่วคราว คาสซ่าจึงได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง
และได้รับมอบหมายในสวมปลอกแขนกัปตันทีมหมาป่า แทนที่ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ ดาวยิงรุ่นพี่ที่สนิทสนมกัน ซึ่งโดนแบนไป 5 นัด
แต่ความรักแบบพี่น้องต้องสะบั้นลงในภายหลังด้วยสาเหตุที่ไม่มีใครรู้ ประกอบกับหัวหอกเลือดร้อนมีความขัดแย้งกับสโมสรเรื่อต่อสัญญาใหม่ ทำให้โรม่าต้องขายเขาให้เรอัล มาดริดในเดือนมกราคมปี 2006
การย้ายของเขาสร้างความฮือฮา และได้รับการจับตามอง เพราะเป็นการกลับไปร่วมงานกับคาเปลโล่ อดีตนายใหญ่หมาป่าซึ่งคุมเรอัล ในยามนั้น
คาสซ่าเปิดตัวได้สวย เมื่อลงเล่นนัดแรกในเกมโกปา เดล เรย์กับเรอัล เบติส เพราะเขายิงประตูแรกได้ทันที ทั้งที่เพิ่งลงได้แค่ 3 นาทีของครึ่งหลัง
แต่ด้วยนิสัยเดิมๆ และความไร้วินัย ทำให้เขาไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนาม คาสซาโน่จึงปล่อยตัวอ้วนเผละ ส่งผลให้มาดริดขู่ปรับเงินเขาในทุกๆ กรัมของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
สถานการณ์ความขัดแย้งมาแตกหักในวันที่ 30 ต.ค. 2006 เมื่อเว็บไซต์ของเรอัล มาดริด ประกาศแบนยาวคาสซาโน่ เนื่องจากแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่เคารพกุนซือคาเปลโล่
ในระหว่างนั้น เขาพยายามง้อขอคืนดีกับต๊อตติ เพื่อย้ายกลับโรม่า แต่ก็ได้รับการเมินเฉยเป็นคำตอบ ทำให้คาสซาโน่ต้องอยู่กับเรอัลต่อไป โดยรักษาอาการบาดเจ็บข้อเท้าไปด้วย และไม่ได้ลงสนามเลย
สุดท้ายเรอัลทนไม่ไหว ทำทุกอย่างเพื่อจะขายเขาออกไปหลังจบฤดูกาลปี 2006-07 และในที่สุดคาสซ่าก็ปฏิเสธโอกาสย้ายซบแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อกลับไปเล่นในอิตาลีกับซามพ์โดเรีย
ลา ซามพ์ยืมตัวดาวยิงชาวบารี่เป็นเวลา 1 ปี และช่วยจ่ายค่าตัวแค่ 1.2 ล้านยูโร จากทั้งหมด 4.2 ล้านยูโร
และเขาก็ประกาศตั้งแต่วันแรกที่ได้มาลา ซามพ์ว่าจะขอปรับปรุงตัวใหม่ เพื่อเป็นการตอบแทนที่ซามพ์ให้โอกาสเขา
คาสซาโน่ทำได้อย่างที่พูด เขาโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมยิงประตูให้ซามพ์โดเรียเป็นกอบเป็นกำ และเป็นคีย์แมนที่ทำให้ทีมได้โควตาลุยยูฟ่า คัพ
แม้จะยังมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์บ้าง เมื่อไปขว้างเสื้อใส่กรรมการหลังโดนไล่ออกจนโดนแบน 5 นัด แต่เจ้าตัวก็ยังรู้จักขอโทษทุกฝ่าย ไม่เหมือนคาสซาโน่คนก่อนที่ไม่เคยเห็นหัวใคร
ด้วยผลงานและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ซามพ์โดเรียจึงขอเซ็นสัญญาถาวรกับเขา โดยที่เรอัล มาดริดก็ยอมปล่อยให้โดยไม่เอาค่าตัวสักแดง
ซึ่งผลงานที่ยอดเยี่ยมกับลา ซามพ์ก็ช่วยให้เขากลับมาติดทีมชาติอิตาลีอีกครั้ง และได้รับเลือกให้ไปร่วมลุยยูโร2008 อีกด้วย หลังจากถูกมาร์เชลโล่ ลิปปี้ เมินไม่ใช้งานในเวิลด์คัพ 2006
แต่น่าเสียดายที่คาสซาโน่เล่นไม่ออกในยูโรที่ผ่านมา ยิงไม่ได้สักประตู และทีมก็ต้องตกรอบพ่ายต่อสเปนไปในรอบก่อนรองชนะเลิศ
ก่อนหน้านั้นคาสซ่าเองก็เคยร่วมทัพอัซซูรี่ไปลุยยูโร 2004 และยิงประตูชัยให้อิตาลีชนะบัลแกเรีย 2-1 แต่ก็ไม่เพียงพอ เพราะทัพอัซซูรี่ก็ร่วงตกรอบแรกไปอย่างน่าผิดหวัง
มาถึงตอนนี้ วันที่ลิปปี้กลับมาเป็นอิล ชิที อัซซูรี่อีกครั้ง เหมือนคาสซาโน่จะต้องทำใจว่าโอกาสที่จะติดธงก็ลดน้อยลง เพราะลิปปี้ไม่ชอบนักเตะเจ้าอารมณ์ที่ทำให้ทีมเสียระบบ
และเขาก็ส่งสัญญาณให้เห็นด้วยการไม่เรียกคาสซ่าติดธงในเกมอุ่นเครื่องกับเบลเยี่ยม เมื่อวันพุธที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา
ทำให้คาสซาโน่ต้องงัดเอาฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาให้ได้ หากอยากจะกลับไปรับใช้อิตาลี และสร้างชื่อในระดับนานาชาติอีกครั้ง






วีรบุรุษ ก็มีอย่างงี้เหมียน กัน อิอิ

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ฟรานเชสโก้ ต็อตติ


ฟรานเชสโก้ ต็อตติ "เจ้าชายหมาป่า" สมญานี้ไม่มีแฟนบอล โดยเฉพาะแฟนบอลแดนมะกะโรนีคนไหนไม่รู้จัก เพราะนี่คือนักฟุตบอล ที่เก่งกาจ รูปหล่อ และสง่างาม ไม่ต่างจากการเจ้าชายในเทพนิยายที่เคยอ่านกันในนิทานเลย
ฟรานเชสโก้ ต็อตตี้ ยอดนักฟุตบอลของทีมชาติอิตาลี และทีม "หมาป่าเหลืองแดง" โรม่า เป็นกองกลางตัวรุกที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอลอิตาลียุคปัจจุบัน ด้วยการเล่นที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ในระดับที่คนทั่วไปไม่อาจเอื้อมถึง
ต็อตตี้ เกิดเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 1976 ที่กรุงโรม ในย่านปอร์ต้า เมโทรเนีย ซึ่งต็อตตี้ เติบโตมาไม่ค่อยเหมือนเด็กคนอื่นที่ชอบอ่านการ์ตูนหรือวิ่งซนตามสนามเด็กเล่น แต่สำหรับสถานที่ของเจ้าชายหมาป่าคนใหม่นี้ต้องอยู่ที่สนามฟุตบอลเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ต็อตตี้ มักจะติดตามพ่อ เอ็นโซ่ และแม่ ฟิโอเรลล่า เข้าไปดูเกมในสนามฟุตบอลเสมอๆรวมทั้งเล่นในระดับเยาวชนด้วย และพรสวรรค์ของเขาก็ไปเตะตาแมวมองของหลายสโมสร
แต่ฟิโอเรลล่า ก็ได้ทำเรื่องที่เหลือเชื่อด้วยการปฏิเสธข้อเสนอจากทีมยักษ์ใหญ่อย่างเอซี มิลาน เพื่อที่จะรอข้อเสนอจากทีมโรม่า ซึ่งเป็นทีมโปรดของตัวต็อตตี้เอง ขณะที่เธอก็ไม่ต้องการที่จะให้ลูกรักจากไปอยู่ที่ไหนไกลๆด้วย
สุดท้ายต็อตตี้ ก็ได้เซ็นสัญญาเข้ามาเป็นนักฟุตบอลเยาวชนของโรม่าจนได้ในปี 1989 ด้วยวัย 13 ปี
ยิ่งเติบใหญ่พรสวรรค์ของเจ้าหนูอัจฉริยะคนนี้ก็ยิ่งเปล่งประกาย ต็อตตี้ ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นในการไต่เต้าขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของโรม่า และได้รับโอกาสในการลงสนามเป็นเกมแรกในนัดที่โรม่า บุกไปเอาชนะเบรสชาได้ 2-0 เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 1993 ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นตำนานบทใหม่ของทีมโรม่า
หลังจากนั้น ต็อตตี้ ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโรม่า และกลายเป็นหัวใจสำคัญของทีมอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งกับได้รับฉายา "เจ้าชายหมาป่า" ซึ่งเป็นการสืบทอดตำแหน่งจากจูเซ็ปเป้ จานนินี่ เจ้าชายลูกหนังคนเก่าของชาวโรม่า
จานนินี่ ได้ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างให้กับต็อตตี้ ในการเป็นผู้นำของทีม "จัลโล่รอสซี่" คนต่อไป และเขาก็ได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมตั้งแต่อายุเพียงแค่ 23 ปีเท่านั้น
เจ้าชายหมาป่ายิ่งเล่นก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในตัวและเขาก็ก้าวถึงจุดสูงสุดเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2000-01 เมื่อนำโรม่า คว้าสคูเด็ตโต้ได้อย่างยิ่งใหญ่ และเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาและยังเป็นการนำสโมสรคืนสู่จุดสูงสุดอีกครั้งหลังไม่ได้แชมป์มาตั้งแต่ฤดูกาล 1982-83
ในปีนั้นต็อตตี้ ยังได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของอิตาลีอีกด้วย
ขวัญใจของชาวโรมานิสต้า ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในปีถัดมาแต่ก็ไม่สามารถต้านความแข็งแกร่งของยูเวนตุสได้ โรม่าจึงจบฤดูกาลด้วยการเป็นรองแชมป์ แต่ในอีก 2 ปีถัดไปต็อตตี้ ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงท็อปฟอร์มที่สุดของชีวิต โดยเฉพาะในปี 2003-04 ที่ถล่มประตูไปถึง 20 ประตู แต่กระนั้นก็ยังทำได้เพียงแค่เป็นรองแชมป์ต่อจากเอซี มิลาน เท่านั้น
หลังจากนั้นนาทีชีวิตของต็อตตี้ ก็เริ่มตกต่ำเช่นเดียวกับโรม่าที่มีปัญหาภายในมากมาย โดยเฉพาะในฤดูกาล 2004-05 ที่มีการเปลี่ยนแปลงโค้ชในทีมมากถึง4 คน แต่กระนั้นเขาก็ยังยิงได้ถึง 12 ประตูและเป็นผู้ทำแอสซิสท์ให้เพื่อนมากมายอีกหลายครั้ง
และในปีนี้เองที่เขาทำสถิติทาบรัศมีตำนานรุ่นบุกเบิกของสโมสรอย่างโรแบร์โต้ ปรุสโซ่ ที่ 107 ประตูได้
ต็อตตี้ ต้องโชคร้ายสุดขีดในฤดูกาล 2005-06 เมื่อได้รับบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นกระดูกขาหักรวมทั้งเส้นเอ็นขาดอีกด้วย แต่เขาก็สามารถหายกลับมาลงสนามได้อีกครั้งอย่างรวดเร็วและสามารถติดทีมชาติอิตาลี ไปเล่นฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมันได้อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ ต็อตตี้ ถือเป็นสมาชิกขาประจำของทีมอัซซูรี่ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรและได้ลงเล่นในระดับเยาวชนมานานก่อนที่จะได้ประเดิมเกมทีมชาติชุดใหญ่ในเกมกับสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 1998 ในศึกยูโร 2000 รอบคัดเลือก และยังพาทีมเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศกับทีมชาติฝรั่งเศสด้วย แต่ต้องพ่ายแพ้อย่างโชคร้ายในช่วงต่อเวลาพิเศษ
กระนั้นต็อตตี้ก็ยังได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำนัดชิงชนะเลิศ รวมทั้งรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของรายการด้วย และได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่จะเป็นตำนานคนต่อไปของวงการฟุตบอล
แต่ในศึกฟุตบอลโลก 2002 ต็อตตี้ เจอจุดตกต่ำในนามทีมชาติเมื่อไม่สามารถโชว์พรสวรรค์อันเอกอุได้ และยังแสดงให้เห็นภาพลักษณ์ด้านลบที่เด่นชัดในเรื่องของการควบคุมอารมณ์ โดยไปโดนไล่ออกในเกมกับทีมชาติเกาหลีใต้ เจ้าภาพในครั้งนั้นและเป็นส่วนนึงที่ทำให้ทีมต้องพ่ายแพ้อีกด้วย ซึ่งสาเหตุของการโดนไล่ออกมาจากการโดนผู้ตัดสินแจกใบเหลืองในจังหวะที่ดูคล้ายพยายามจะพุ่งล้มเอาจุดโทษ
ต็อตตี้ ยังมาสร้างชื่อเสียอีกครั้งเมื่อไปถ่มน้ำลายใส่คริสเตียน โพลเซ่น กองกลางทีมชาติเดนมาร์กในศึกยูโร 2004 จนโดนแบนยาวและไม่ได้ลงเล่นในรายการนี้อีกเลย
อย่างไรก็ดีในฟุตบอลโลก 2006 แม้ว่าจะไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมและฟอร์มการเล่นก็ดาดๆ ต็อตตี้ ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของชาวอัซซูรี่ เมื่อพาทีมคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วยชัยชนะเหนือทีมชาติฝรั่งเศส และเป็นการล้างแค้นความผิดหวังเมื่อปี 2000 ไปด้วย
สำหรับในฤดูกาลนี้ (2006-07) ต็อตตี้ กลับมาเล่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจอีกครั้งรวมถึงผลงานของโรม่าที่ติดกลุ่มบนของตารางอย่างสม่ำเสมอด้วย ส่วนหนึ่งมาจากชีวิตรักที่สวยงามกับอิลลาลี่ บลาชี่ ภรรยาสาวสวยที่ให้กำเนิดลูกชาย "คริสเตียน" ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต